จินจง, จีน, 13 ต.ค. 2569 /PRNewswire/ — รายงานข่าวจาก China Daily:
การประชุมเมืองหลวงโบราณนานาชาติ (International Ancient Capitals Forum) ครั้งที่ 7 และการเสวนานายกเทศมนตรีทั่วโลก (Global Mayors Dialogue) ประจำปี 2569 ได้มีขึ้นที่เมืองลั่วหยาง มณฑลเหอหนาน เมื่อวันศุกร์ถึงวันอาทิตย์ที่ผ่านมา
งานนี้ได้สะท้อนให้เห็นอัตลักษณ์ ศักยภาพทางอุตสาหกรรม และเสน่ห์ทางวัฒนธรรมอันโดดเด่นของเมืองลั่วหยาง ทั้งยังมีการเปิดเผยข้อมูลสำคัญในประเด็นการปกป้องคุ้มครองแหล่งโบราณคดีและการต่อยอดใช้ประโยชน์จากมรดกทางวัฒนธรรมอย่างสร้างสรรค์
แม้จะเป็นเมืองที่เติบโตอย่างรวดเร็ว แต่มรดกทางประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่าของลั่วหยางยังคงได้รับการดูแลเป็นอย่างดี โดยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เมืองแห่งนี้ได้มุ่งมั่นปกป้องและพลิกฟื้นแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการต่อยอดใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน
ลั่วหยางได้ทุ่มเทพยายามอย่างต่อเนื่อง โดยได้เปลี่ยนผ่านจากการอนุรักษ์โบราณวัตถุและโบราณสถาน สู่การพัฒนาเป็นอุทยานทางโบราณคดี พร้อมเดินหน้ามาตรการต่าง ๆ รวมถึงการสร้างเขตเมืองใหม่ให้อยู่ห่างจากพื้นที่เมืองเก่า ตลอดจนวางแผนอนุรักษ์เพื่อรองรับพื้นที่แต่ละแห่งโดยเฉพาะ นับเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญในการพลิกฟื้นมรดกทางวัฒนธรรมให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง
ถ้ำหลงเหมิน (Longmen Grottoes) ซึ่งแกะสลักขึ้นหลังจักรพรรดิเซี่ยวเหวินแห่งราชวงศ์เว่ยเหนือ (พ.ศ. 929-1077) ทรงย้ายเมืองหลวงมายังลั่วหยาง ได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การยูเนสโก (UNESCO) ให้เป็นแหล่งมรดกโลก ทั้งเป็นขุมทรัพย์สะท้อนศิลปะการแกะสลักหินด้วย
เพื่อปกป้องและส่งต่อมรดกอันเป็นอัญมณีเม็ดงามแห่งวัฒนธรรมจีนนี้ สถาบันวิจัยถ้ำหลงเหมินได้ดำเนินงานอนุรักษ์และบูรณปฏิสังขรณ์ การวิจัยทางเทคนิค เฝ้าระวังดูแลมรดกทางวัฒนธรรม ตลอดจนอนุรักษ์ในรูปแบบดิจิทัลอย่างครอบคลุม
ขณะเดียวกัน โครงการแก้ไขปัญหาสภาพแวดล้อมที่เป็นภัยคุกคาม เช่น ปัญหาน้ำซึม ความไม่มั่นคงของชั้นหิน และการกัดกร่อนตามธรรมชาติ กำลังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อวางกรอบการอนุรักษ์ถ้ำหินแห่งนี้อย่างเป็นระบบในระยะยาว
อุทยานมรดกแห่งชาติเมืองลั่วหยางสมัยสุย-ถัง (Sui-Tang Luoyang City) ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างเด่นชัด โดยเคยเป็นทั้งเมืองหลวงและเมืองหลวงรองติดต่อกันยาวนานกว่า 530 ปี ครอบคลุมทั้งสมัยราชวงศ์สุย (พ.ศ. 1124-1161) ราชวงศ์ถัง (พ.ศ. 1161-1450) ยุคห้าราชวงศ์สิบอาณาจักร (พ.ศ. 1450-1503) และราชวงศ์ซ่งเหนือ (พ.ศ. 1503-1670) นับเป็นจุดสูงสุดแห่งการวางผังเมืองและศิลปะสถาปัตยกรรมโบราณของจีน
ย้อนกลับไปในช่วงปี 2548 พื้นที่แห่งนี้เคยเต็มไปด้วยอาคารบ้านเรือนแนวราบ ตลอดจนสถานประกอบการและโรงงานอุตสาหกรรมกระจายอยู่ทั่วไป ขณะที่ชาวบ้านในพื้นที่ต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และภาคธุรกิจมุ่งขยายกำลังการผลิต พื้นที่ประวัติศาสตร์แห่งนี้ก็จำเป็นต้องได้รับการปกป้องและฟื้นฟูอย่างเป็นระบบเช่นกัน
เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ในระหว่างปี 2550 ถึง 2567 ทางการจึงได้ดำเนินการโยกย้ายราษฎรรวม 973 ครัวเรือน หรือเกือบ 3,300 คน และสถานประกอบการอีก 63 แห่งออกจากพื้นที่ ส่งผลให้สามารถเวนคืนและจัดสรรพื้นที่ใจกลางพระราชวังโบราณได้ถึง 62 เฮกตาร์ เพื่อนำมาปรับปรุงเป็นพื้นที่จัดแสดงทางประวัติศาสตร์
นอกจากนี้ เมืองแห่งนี้ยังได้บูรณาการพื้นที่สีเขียว ระบบนิเวศ และแหล่งน้ำ เข้ากับการวางผังและสร้างสวนพฤกษศาสตร์ขนาดใหญ่ครอบคลุมพื้นที่เกือบ 200 เฮกตาร์
Source : ลั่วหยางเบิกทางใหม่ มุ่งอนุรักษ์มรดกทางโบราณคดีอย่างยั่งยืน
The information provided in this article was created by Cision PR Newswire, our news partner. The author's opinions and the content shared on this page are their own and may not necessarily represent the perspectives of Thailand Business Directory.
